วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

รายงาน

เรื่อง แหล่งท่องเที่ยวที่ข้าพเจ้าสนใจที่เป็นมรดกโลก

จัดทำโดย

นายปารณัท สุทธิรักษ์
50137-0460 กลุ่ม 02

เสนอ

อาจารย์ พิทยะ ศรีวัฒนาการ


รายงานนี้เป็นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเพื่อการนำเที่ยว

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553



มรดกโลกทางวัฒนธรรมของอังกฤษ


" หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) "


สถานที่ตั้ง

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) เป็นพระราชวังหลวงและป้อมปราการตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษซึ่งประเทศอังกฤษตั้งอยู่ใน ทวีปยุโรป บางครั้งเรียกโดยทั่วไปว่า บริเตนใหญ่ บริเตน หรือแม้แต่ ประเทศอังกฤษ ดินแดนส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรจะอยู่บนเกาะบริเตนใหญ่และตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติกและพื้นน้ำที่เชื่อมต่ออันได้แก่ช่องแคบอังกฤษ ทะเลเหนือ ทะเลเคลติก และทะเลไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักรเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ผ่านทางประเทศฝรั่งเศสทางตอนใต้ของช่องแคบอังกฤษ
สหราชอาณาจักรประกอบเป็นสหภาพที่เกิดจากการรวมตัวของดินแดน 4 ส่วน คือ 3 ชาติบนเกาะบริเตนใหญ่ ซึ่งได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ กับไอร์แลนด์เหนือบนเกาะไอร์แลนด์เข้าด้วยกัน นอกจากดินแดนทั้ง 4 แล้ว สหราชอาณาจักรยังมีดินแดนโพ้นทะเลและดินแดนใต้การปกครองอื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วโลก สหราชอาณาจักรจึงได้ชื่อว่า ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน สหราชอาณาจักรเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพแห่งชาติ ซึ่งมีพระประมุของค์เดียวร่วมกับอีก 15 ประเทศ
สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหประชาชาติและองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้สหราชอาณาจักรยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม G8 และเป็นหนึ่งในประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
เกาะบริเตนใหญ่ หรือบริเตน เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ของเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะบริเตน (มักรวมเกาะเล็กรอบ ๆ แต่ไม่รวมเกาะไอร์แลนด์) ซึ่งในทางการเมืองเป็นสถานที่ตั้งของ อังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ (สหราชอาณาจักรที่ไม่รวมไอร์แลนด์เหนือ)


ลักษณะภูมิประเทศ

สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางทิศใต้จรดช่องแคบอังกฤษ ซึ่งคั่นระหว่างสหราชอาณาจักรกับภาคพื้นทวีปยุโรป ทางทิศเหนือจรดกับทะเลเหนือ ทางทิศตะวันตกกับทะเลไอร์แลนด์และมหาสมุทรแอตแลนติก สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางบกกับรัฐอื่นเพียงแห่งเดียว คือระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ อังกฤษนั้นส่วนมากจะเป็นแผ่นดินนูนที่ต่ำ มีภูเขาทางตอนเหนือ และ ตะวันตกเป็นเส้นแนวแบ่งเขตแคว้น มีเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือเขตปริมณฑลลอนดอน ไม่มีภูเขาที่สูงกว่า 1000 เมตรในแคว้นอังกฤษ
ภูมิศาสตร์ของสกอตแลนด์นั้นหลากหลาย มีที่ต่ำทางตอนใต้ และที่สูงทางตอนเหนือ ตะวันออก และ ตะวันตก มีภูเขาเบนเนวิส สูง 1,344 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในหมู่เกาะอังกฤษ มีทะเลสาบ ช่องแคบที่ยาวและลึกเป็นจำนวนมาก และมีเกาะถึงกว่า 800 เกาะ เมืองหลวงคือเมืองเอดินบะระ ซึ่งเป็นเมืองที่มีศูนย์ใจกลางเมืองเป็นมรดกโลก แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือเมืองกลาสโกว์
ภูมิประเทศของเวลส์ส่วนมากจะเป็นภูเขา มีภูเขาสโนว์ดอน สูง 1,085 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแคว้น มีเมืองคาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองหลวง ส่วนแคว้นไอร์แลนด์เหนือนั้น ตั้งอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ และส่วนมากจะเป็นเทือกเขา มีเมืองหลวงคือเมืองเบลฟัสต์ หมู่เกาะอังกฤษนั้นประกอบด้วย เกาะน้อยใหญ่ถึงประมาณ 1,098 เกาะ


ประวัติและความเป็นมา





พระราชวังหรือหอคอยนี้สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1078เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ พระราชวังเป็นรู้จักกันในนามว่า “หอคอยแห่งลอนดอน” หรือ “หอ” ในประวัติศาสตร์ ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในโบโรแห่งทาวเวอร์แฮมเล็ทส์และแยกจากด้านตะวันออกของนครหลวงลอนดอน (City of London) ด้วยลานโล่งที่เรียกว่าเนินหอคอยแห่งลอนดอน หรือ “ทาวเวอร์ฮิล” (Tower Hill)
พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษได้มีพระราชโองการให้สร้างหอขาวภายในกำแพงเมืองด้านตะวันออกเฉียงใต้บนฝั่งแม่น้ำเทมส์การสร้างหอเป็นทั้งการป้องกันการโจมตีของชาวเมืองที่ต้อต้านชาวนอร์มันและการป้องกันลอนดอนจากการรุกรานของข้าศึกจากภายนอก พระเจ้าวิลเลียมทรงสั่งให้ใช้หินจากแคนในฝรั่งเศสสร้างและทรงแต่งตั้งกันดัลฟบาทหลวงแห่งรอเชสเตอร์เป็นสถาปนิก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 12พระเจ้าริชาร์ด ทรงสร้างกำแพงรอบหอขาวและเริ่มการขุดคูรอบปราสาทโดยใช้น้ำจากแม่น้ำเทมส์แต่ไม่สำเร็จจนกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 3 ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยทรงจ้างสถาปนิกชาวดัตช์ผู้เชื่ยวชาญในการขุดคู นอกจากนั้นก็ยังทรงเสริมสร้างกำแพงให้แข็งแรงขึ้นและทรงทำให้หอคอยเป็นที่ประทับสำคัญโดยทรงสร้างพระราชวังแบบที่อยู่อาศัย (palatial buildings) ภายในกำแพงหอคอย การเสริมสร้างเสร็จสิ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1275 ถึงปี ค.ศ. 1285 โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ผู้ทรงสร้างกำแพงรอบนอกและสร้างกำแพงรอบในเสร็จ ทำให้เป็นกำแพงสองชั้น และทรงถมคูเดิมและขุดคูใหม่รอบกำแพงรอบนอก หอคอยแห่งลอนดอนใช้เป็นพระราชฐานมาจนถึงพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เมื่อโอลิเวอร์ ครอมเวลล์สั่งให้รื้อส่วนที่เป็นพระราชวังทิ้ง








หอคอยแห่งลอนดอน เป็นอีกที่หนึ่งที่ร่ำลือกันว่า "ผีดุ"ซึ่งหอคอยแห่งลอนดอนนี้สร้างมาเกือบพันปีแล้วจึง เป็นโบราณสถานที่มีประวัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขึ้นครองราชย์ การแย่งชิงราชบัลลังก์และการสร้างชาติของอังกฤษ ที่นี่เคยใช้เป็นทั้งพระราชวัง ป้อมปราการ ที่คุมขังนักโทษและเป็นลานประหารจึงมีเรื่องที่ร่ำลือและมีคนกล่าวอ้างกันว่าเห็นวิญญาณของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องมาจบชีวิตในป้อมแห่งนี้ ความที่ใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและลานประหารนี่เอง ตึกหลังหนึ่งในหอคอยแห่งลอนดอนซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันมากคือ Bloody Tower หรือ หอคอยเลือด


Bloody Tower เคยใช้เป็นที่ประทับและคุมขังเจ้าชายสองพระองค์ คือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้า วัย 12 พรรษา กับ เจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก พระอนุชาวัย 9 พรรษาห้องที่ว่ากันว่าเจ้าชายทั้งสองพระองค์ทรงใช้บรรทมก่อนถูก "อุ้ม" หายไปอยู่บนชั้นสองของ Bloody Tower บันไดหินที่พาวนขึ้นไปค่อนข้างแคบ ตัวห้องซึ่งอยู่พ้นบันไดไปมีขนาด 4 คูณ 5 เมตร มีผนังสีขาว “ฟิล วิลสัน” เจ้าหน้าที่ประจำหอคอยแห่งลอนดอนซึ่งพักอยู่ในบริเวณหอคอยด้วยเล่าว่าทำไมคนถึงเชื่อว่าวิญญาณเจ้าชายทั้งสองยังวนเวียนอยู่ในหอคอยเลือดแห่งนี้ "ที่ Bloody tower มีคนเคยเห็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้ากับเจ้าชายริชาร์ด พระอนุชาเป็นบางครั้งบางครา ทั้งสองพระองค์ทรงชุดบรรทมสีขาว จับพระหัตถ์กัน ทรงยืนนิ่ง ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในผนังห้อง บ้างก็มีรายงานว่าเห็นเด็กผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกัน เล่นตามประสาเด็กตามที่ต่าง ๆ ภายในหอคอย ว่ากันว่าริชาร์ด ดยุค ออฟ กลอสเตอร์ พระปิตุลาทรงสั่งฆ่าเจ้าชายทั้งสองเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์แทน" ตามประวัติ หลังจากที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สี่ พระราชบิดาของเจ้าชายทั้งสองเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2026 ริชาร์ด ดยุกออฟกลอสเตอร์ที่เป็นพระปิตุลา ทรงขึ้นทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและได้พาเจ้าชายน้อยทั้งสองไปประทับที่หอคอยแห่งลอนดอน

เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทรงเตรียมเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้า แต่ท้ายที่สุด คนที่ได้นั่งบัลลังก์กลับเป็นพระปิตุลาซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่สามตอนนั้น เจ้าชายทั้งสองยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่จากนั้นก็หายไปอย่างเป็นปริศนา ห้องชั้นสองใน Bloody Tower ที่ว่ากันว่าเป็นห้องเกิดเหตุ มีวิดิทัศน์สั้น ๆ จากภาพยนตร์ของเซอร์ลอว์เรนส์ โอลิเวียร์ ที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2498 เกี่ยวกับการหายไปของเจ้าชายทั้งสองในหนังดังกล่าว พระปิตุลาของเจ้าชายทรงสั่งให้มหาดเล็กคนสนิทเอาหมอนปิดปากปิดจมูกเจ้าชายทั้งสองขณะกำลังบรรทมเมื่อปี พ.ศ. 2217 ช่างซึ่งกำลังทุบบันไดหินทางใต้ของ White Tower หรือ หอคอยขาวในหอคอยแห่งลอนดอน พบหัวกระโหลกเด็กสองหัวตอนนั้นคนเชื่อว่าเป็นกระโหลกของเจ้าชายทั้งสองและพระเจ้าชาร์ลส์ที่สองที่ครองราชย์อยู่ ทรงสั่งให้นำกระดูกไปผังที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็พิสูจน์ได้เพียงแต่ว่ากระโหลกนั้นเป็นของเด็กอายุราว 10 ขวบ


รูปแบบศิลปะและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของหอคอยแห่งลอนดอน

หอคอยแห่งลอนดอน( Tower of London) เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ซึ่งสถาปัตยกรรม โรมาเนสก์จะพบในการก่อสร้างคริสต์ศาสนสถานและมหาวิหารเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีบ้างที่ใช้ในการก่อสร้างปราสาท ลักษณะเด่นๆของสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนส์จะมีความเทอะทะ เช่นความหนาของกำแพง ประตูหรือหลังคา/เพดานโค้งประทุน เพดานโค้งประทุนซ้อน การใช้โค้งซุ้มอาร์เคดในระหว่างช่วงเสาหนึ่ง ๆ และในแต่ละชั้นที่ต่างขนาดกัน เสาที่แน่นหนา หอใหญ่หนัก และ การตกแต่งรอบโค้ง (เช่น:ซุ้มประตูหรืออาร์เคด (arcade)) ลักษณะตัวอาคารก็จะมีลักษณะเรียบ สมส่วนมองแล้วจะเป็นลักษณะที่ดูขึงขังและง่ายไม่ซับซ้อนเช่นสถาปัตยกรรมกอธิคที่

แหล่งซื้อสินค้าของที่ระลึก

ตลาดเก่าโคเวนต์การ์เดน (Covent Garden Market)

ตลาดโคเวนต์การ์เดนเป็นตลาดเก่าสมัยวิคตอเรียที่จำหน่ายผัก ผลไม้ และดอกไม้สดเป็นหลัก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป จากที่ขายของสดก็แปรเปลี่ยนเป็นตลาดที่ขายของที่ระลึกและงานฝีมือแทน ซึ่งการเดินเที่ยวที่นี่ นอกจากจะได้จับจ่ายซื้อของแล้ว ยังจะได้ชมการแสดงเปิดหมวกที่อยู่รอบๆ

ถนนนีลล์ สตรีท (Neal Street)
โดยสองข้างทางของถนนจะมีร้านค้าแบรนด์ดังๆ มาเปิดกันมากมายรวมทั้งแบรนด์ดังๆ ของอังกฤษ ส่วนตามตรอกซอกซอยที่แยกย่อยออกไปก็จะมีร้านค้าแนววัยรุ่นเปิดขายสินค้าอินเทรนด์นำสมัยกันแทบทั้งสิ้น

อ็อกซฟอร์ดสตรีท (Oxford Street)

บนถนนเส้นอ็อกซฟอร์ดสตรีทนี้จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครเลยก็คือ จะมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำของอังกฤษ และชอปปิงเซ็นเตอร์มารวมกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพลาซา อ็อกซฟอร์ดสตรีท (Plaza Oxford Street), ห้างสรรพสินค้าจอห์นหลุยส์ (John Lewis), ห้างสรรพสินค้าเฮาส์ ออฟ เฟรเซอร์ (House of Frazer) ฯลฯ ซึ่งแต่ละห้างก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งสิ้น รูปแบบตัวอาคารก็จะแปลกแตกต่างกันออกไปในสไตล์คลาสสิกแบบอังกฤษ

ถนนบอนด์สตรีท (Bond Street)

ถนนเส้นนี้พวกชอบแบรนด์เนมทั้งหลายไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีร้านค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกเรียงรายอยู่บนถนนเต็มไปหมด (พวกหลุยส์ วิตตอง, ชาแนล, แอร์เมส, พราดา ฯลฯ) นอกจากนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1891 ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้


แหล่งท่องเที่ยวที่ข้าพเจ้าสนใจที่เป็นมรดกโลก

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก-นครแห่งประวัติศาสตร์ 300 ปี

ประวัติ

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก-นครแห่งประวัติศาสตร์ 300 ปี











วันหนึ่งแห่งอดีตกาล พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (PETER THE GREAT) แห่งรัสเซีย ได้ทรงมาเยือน ริมฝั่งทะเลบอลติก ใกล้ประเทศฟินแลนด์ และทรงมีพระราชโองการว่า "ดินแดนแห่งนี้จักต้องมีเมืองบังเกิดขึ้น"
ด้วยเหตุฉะนี้ ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2246 (ค.ศ. 1703) ศิลาก้อนแรก จึงวางลงเป็นฐาน สำหรับป้อมปราการ ปีเตอร์ แอนด์พอล บนเกาะแฮร์ เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกสวีดิช จากนั้นก็มีการสร้างอาคารต่างๆขยายตัวบนแผ่นดินใหญ่ จน แปรสภาพเป็นเมืองอันโอฬาร และอีกเพียง 9 ปีต่อมา หรือใน พ.ศ. 2255 เมืองนี้ก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นนครหลวง ในนามเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแทนกรุงมอสโกเมือง หลวงเดิม
พระประสงค์แรกขององค์จักรพรรดิ คือ ต้องการให้นครหลวงใหม่นี้มีความสำคัญ ในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ เทียบเท่ากรุงลอนดอนและอัมสเตอร์ดัม ทั้งยังทรงปรารถนาจะให้เป็นเมืองหลวงที่ทันสมัยสไตล์ยุโรเปียน ไม่ล้าหลังชาวบ้าน จึงทรงทุ่มเททรัพย์สินจากท้อง พระคลังมาสร้างอย่างเต็มที่







อีกพระองค์หนึ่งถัดมาที่ส่งเสริม ความรุ่งเรืองให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็คือ พระราชินีแคเธอรีนมหาราชินี (Catherine the Great) โดยได้ทรงชักนำนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตลอดจนศิลปินแขนงต่างๆจากยุโรป เข้ามาพำนักอาศัยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อให้เขาเหล่านี้สร้างความเจริญให้รัสเซีย ทำให้นครหลวงแห่งนี้มีกลิ่นอายยุโรป ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม แม้กระทั่งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ล่วงมาจนถึงปี ค.ศ. 1917 เกิดการปฏิวัติขึ้นในโซเวียตรัสเซีย เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบคอมมิวนิสต์ สมาชิกพระราชวงศ์โรมานอฟ ถูกปลงพระชนม์ ไปหมดสิ้น ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้แก่ เลนิน (Lenin) หลังเลนินถึงแก่มรณกรรม เพื่อนพ้องร่วมคณะปฏิวัติก็ได้เทิดเกียรติใ ห้นำชื่อของเขามาตั้งแทนชื่อเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ดังนั้น นครนี้จึงมีนามใหม่ในปี ค.ศ. 1924 ว่า เลนินกราด (Leningrad) และยังได้ย้ายที่ทำการรัฐไปอยู่ กรุงมอสโก ที่กลายเป็นนครหลวงอีกครั้ง




อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1991 สภารัสเซียชุดใหม่ ก็ได้มีมติเงียบๆ ให้กลับไป ใช้ชื่อเดิมตามแรกตั้งนครอีกครั้ง คือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังบรรยากาศ ของยุคพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมบาโรก และนีโอคลาสสิก นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ สถาบันวิชาการก้าวหน้า หลายแขนง เคยเป็นฐานทัพเรือนิวเคลียร์ของโซเวียต เป็นเมืองท่า สำคัญที่ปัจจุบันมีประชากรราว 5 ล้านคน




จากประวัติความเป็นมาดังกล่าวนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ผ่านพบเหตุการณ์ และความวิบัติรุนแรงมาหลายคราดังเช่นนครใหญ่ทั่วไป ความวิบัติครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1941 เมื่อกองทัพนาซีเยอรมัน ปิดล้อมนครแห่งนี้ (ช่วงนั้นในนามเลนินกราด) ไว้นานถึง 900 วัน โดยที่ในเมืองมีอาหารตุนไว้ เพียงแค่เดือนเดียว ชาวนครต้องเสียชีวิตจากความหิวโหยเกือบล้านคน ดีที่มีเส้นส่งเสบียงลับๆ ผ่านทางทะเลสาบลาโดกา ที่เป็นนํ้าแข็ง ทำให้ประชากรอีกราว 1.5 ล้านคน รอดชีวิตมาได้ อย่างอัศจรรย์




อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1916 สมัยกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟคือ ซาร์นิโคลัสที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักบวชอุบาทว์ นาม รัสปูติน ซึ่งแฟนานุแฟนคงรู้จักกันดีว่า เป็นผู้ที่มีอิทธิพลครอบคลุมพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ ทำให้ เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูซูปอฟ ทรงไม่อาจทนได้ จึงวางแผนสังหาร โดยเชื้อเชิญรัสปูตินมา ร่วมเลี้ยงฉลอง ที่วังของพระองค์ แต่แม้จะโดนทั้งวางยาพิษและกระสุนปืน รัสปูตินก็ยังมีพลังวิ่งไล่ต่อสู้จนสุดท้าย ร่วงหล่นไปตายในคลองมอยกาอันเยือกแข็ง เดี๋ยวนี้ท้องพระโรงที่จัดเลี้ยงและเต้นรำอันหรูหรานี้ ก็ยังคงอยู่ในวังยูซูปอฟแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกเหนือจากพระราชวังและศิลปวัตถุ อันงดงามมากมายแล้ว อดีตนครหลวง แห่งนี้ยังได้เคยเป็น ที่ชุมนุมของ อภิมหาศิลป"นรัสเซีย อาทิ แขนงวรรณกรรมก็มี
ปุชกิน, โกกอล, ดอสโตเยฟสกี้ แขนงดนตรีก็ได้แก่ ไชคอฟสกี้, ริมสกี้ คอร์ซาคอฟ, มุสซอร์สกี้ และในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองนี้จึง ได้มีโรงมหรสพที่ตกแต่งอย่างวิจิตรเป็นจำนวนถึงกว่า 30 โรง มีอุปรากรแสดงให้ดูทุกวัน ซึ่งก็ยังคงบรรยากาศที่ว่าจนถึงทุกวันนี้





แหล่งอ้างอิง http://www.tiewrussia.com/catalog.php?idp=58

ที่ชอบเพราะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ในช่วงยุคสมัยหนึ่งและมี บทบาทสำคัญในหลายๆด้าน ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่ง ประเพณี ต่างๆที่เกิดขึ้นจากที่แห่งนี้ เป็นสถานที่เหมาะสมแก่การศึกษาเรียนรู้กับสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งมีส่วนช่วยให้เกิดการ จินตการในความคิด ของคนรุ่นต่อๆมา เพื่อสืบทอดสิ่งที่เป็นพื้นฐานของสังคมต่อไป
โดย นายปารณัท สุทธิรักษ์

วิจารณ์395ปี บันทึกของปินโต หลักฐานประวิติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย



ประวัติของปินโต











ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก












ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ขอโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามบันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี







แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตามเรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Doming os de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”








ความน่าเชื่อถือหนังสือของปินโต ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส” งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขาหนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า


สรุป

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว





แหล่งอ้างอิง อ.พิทยะ ศรีวัฒนสาร Bidya Sriwattanasarn



วิจารณ์ โดย นายปารณัท สุทธิรักษ์










วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิจารณ์ เทวรูปซุสที่โอลิมเปีย ( THE STATUE OF ZEUS AT OLYMPIA )


เทวรูปเทพเจ้าซีอุส สถานที่ตั้ง เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก เป็นเทวรูปของจอมเทปซีอุสที่สร้างด้วยไม้ ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูง 9 เมตร ออกแบบก่อสร้างในศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. โดยฝีมือประติมากรเอกของกรุงเอเธนส์ นาม ฟิดิแอส เทวรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารเมืองโอลิมเปียของกรีก และถูกไฟไหม้วอดวายใน ค.ศ.475 จนไร้ร่องรอยใดๆทำความลำบากให้แก่คณะโบราณคดีผู้ตามรอย จึงต้องศึกษาจากเอกสารโบราณของกรีก และทำการขุดค้นที่เมืองโอลิมเปีย จนพบส่วนของฐานที่ตั้งเทวรูปซึ่งมีรอยบาทขององค์ซีอุสปรากฏอยู่ ทำให้สามารถคำนวณหาความสูงของเทวรูปได้อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน



ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้

แหล่งอ้างอิง http://www.baanmaha.com/community/thread23797.html.