วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก-นครแห่งประวัติศาสตร์ 300 ปี

ประวัติ

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก-นครแห่งประวัติศาสตร์ 300 ปี











วันหนึ่งแห่งอดีตกาล พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (PETER THE GREAT) แห่งรัสเซีย ได้ทรงมาเยือน ริมฝั่งทะเลบอลติก ใกล้ประเทศฟินแลนด์ และทรงมีพระราชโองการว่า "ดินแดนแห่งนี้จักต้องมีเมืองบังเกิดขึ้น"
ด้วยเหตุฉะนี้ ในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2246 (ค.ศ. 1703) ศิลาก้อนแรก จึงวางลงเป็นฐาน สำหรับป้อมปราการ ปีเตอร์ แอนด์พอล บนเกาะแฮร์ เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกสวีดิช จากนั้นก็มีการสร้างอาคารต่างๆขยายตัวบนแผ่นดินใหญ่ จน แปรสภาพเป็นเมืองอันโอฬาร และอีกเพียง 9 ปีต่อมา หรือใน พ.ศ. 2255 เมืองนี้ก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นนครหลวง ในนามเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแทนกรุงมอสโกเมือง หลวงเดิม
พระประสงค์แรกขององค์จักรพรรดิ คือ ต้องการให้นครหลวงใหม่นี้มีความสำคัญ ในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ เทียบเท่ากรุงลอนดอนและอัมสเตอร์ดัม ทั้งยังทรงปรารถนาจะให้เป็นเมืองหลวงที่ทันสมัยสไตล์ยุโรเปียน ไม่ล้าหลังชาวบ้าน จึงทรงทุ่มเททรัพย์สินจากท้อง พระคลังมาสร้างอย่างเต็มที่







อีกพระองค์หนึ่งถัดมาที่ส่งเสริม ความรุ่งเรืองให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็คือ พระราชินีแคเธอรีนมหาราชินี (Catherine the Great) โดยได้ทรงชักนำนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตลอดจนศิลปินแขนงต่างๆจากยุโรป เข้ามาพำนักอาศัยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อให้เขาเหล่านี้สร้างความเจริญให้รัสเซีย ทำให้นครหลวงแห่งนี้มีกลิ่นอายยุโรป ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม แม้กระทั่งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ล่วงมาจนถึงปี ค.ศ. 1917 เกิดการปฏิวัติขึ้นในโซเวียตรัสเซีย เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบคอมมิวนิสต์ สมาชิกพระราชวงศ์โรมานอฟ ถูกปลงพระชนม์ ไปหมดสิ้น ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้แก่ เลนิน (Lenin) หลังเลนินถึงแก่มรณกรรม เพื่อนพ้องร่วมคณะปฏิวัติก็ได้เทิดเกียรติใ ห้นำชื่อของเขามาตั้งแทนชื่อเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ดังนั้น นครนี้จึงมีนามใหม่ในปี ค.ศ. 1924 ว่า เลนินกราด (Leningrad) และยังได้ย้ายที่ทำการรัฐไปอยู่ กรุงมอสโก ที่กลายเป็นนครหลวงอีกครั้ง




อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1991 สภารัสเซียชุดใหม่ ก็ได้มีมติเงียบๆ ให้กลับไป ใช้ชื่อเดิมตามแรกตั้งนครอีกครั้ง คือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังบรรยากาศ ของยุคพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมบาโรก และนีโอคลาสสิก นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ สถาบันวิชาการก้าวหน้า หลายแขนง เคยเป็นฐานทัพเรือนิวเคลียร์ของโซเวียต เป็นเมืองท่า สำคัญที่ปัจจุบันมีประชากรราว 5 ล้านคน




จากประวัติความเป็นมาดังกล่าวนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ผ่านพบเหตุการณ์ และความวิบัติรุนแรงมาหลายคราดังเช่นนครใหญ่ทั่วไป ความวิบัติครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1941 เมื่อกองทัพนาซีเยอรมัน ปิดล้อมนครแห่งนี้ (ช่วงนั้นในนามเลนินกราด) ไว้นานถึง 900 วัน โดยที่ในเมืองมีอาหารตุนไว้ เพียงแค่เดือนเดียว ชาวนครต้องเสียชีวิตจากความหิวโหยเกือบล้านคน ดีที่มีเส้นส่งเสบียงลับๆ ผ่านทางทะเลสาบลาโดกา ที่เป็นนํ้าแข็ง ทำให้ประชากรอีกราว 1.5 ล้านคน รอดชีวิตมาได้ อย่างอัศจรรย์




อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1916 สมัยกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟคือ ซาร์นิโคลัสที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักบวชอุบาทว์ นาม รัสปูติน ซึ่งแฟนานุแฟนคงรู้จักกันดีว่า เป็นผู้ที่มีอิทธิพลครอบคลุมพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ ทำให้ เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูซูปอฟ ทรงไม่อาจทนได้ จึงวางแผนสังหาร โดยเชื้อเชิญรัสปูตินมา ร่วมเลี้ยงฉลอง ที่วังของพระองค์ แต่แม้จะโดนทั้งวางยาพิษและกระสุนปืน รัสปูตินก็ยังมีพลังวิ่งไล่ต่อสู้จนสุดท้าย ร่วงหล่นไปตายในคลองมอยกาอันเยือกแข็ง เดี๋ยวนี้ท้องพระโรงที่จัดเลี้ยงและเต้นรำอันหรูหรานี้ ก็ยังคงอยู่ในวังยูซูปอฟแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกเหนือจากพระราชวังและศิลปวัตถุ อันงดงามมากมายแล้ว อดีตนครหลวง แห่งนี้ยังได้เคยเป็น ที่ชุมนุมของ อภิมหาศิลป"นรัสเซีย อาทิ แขนงวรรณกรรมก็มี
ปุชกิน, โกกอล, ดอสโตเยฟสกี้ แขนงดนตรีก็ได้แก่ ไชคอฟสกี้, ริมสกี้ คอร์ซาคอฟ, มุสซอร์สกี้ และในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองนี้จึง ได้มีโรงมหรสพที่ตกแต่งอย่างวิจิตรเป็นจำนวนถึงกว่า 30 โรง มีอุปรากรแสดงให้ดูทุกวัน ซึ่งก็ยังคงบรรยากาศที่ว่าจนถึงทุกวันนี้





แหล่งอ้างอิง http://www.tiewrussia.com/catalog.php?idp=58

ที่ชอบเพราะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ในช่วงยุคสมัยหนึ่งและมี บทบาทสำคัญในหลายๆด้าน ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่ง ประเพณี ต่างๆที่เกิดขึ้นจากที่แห่งนี้ เป็นสถานที่เหมาะสมแก่การศึกษาเรียนรู้กับสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งมีส่วนช่วยให้เกิดการ จินตการในความคิด ของคนรุ่นต่อๆมา เพื่อสืบทอดสิ่งที่เป็นพื้นฐานของสังคมต่อไป
โดย นายปารณัท สุทธิรักษ์

วิจารณ์395ปี บันทึกของปินโต หลักฐานประวิติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย



ประวัติของปินโต











ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก












ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ขอโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามบันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี







แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตามเรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Doming os de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”








ความน่าเชื่อถือหนังสือของปินโต ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส” งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขาหนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า


สรุป

ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว





แหล่งอ้างอิง อ.พิทยะ ศรีวัฒนสาร Bidya Sriwattanasarn



วิจารณ์ โดย นายปารณัท สุทธิรักษ์










วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิจารณ์ เทวรูปซุสที่โอลิมเปีย ( THE STATUE OF ZEUS AT OLYMPIA )


เทวรูปเทพเจ้าซีอุส สถานที่ตั้ง เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก เป็นเทวรูปของจอมเทปซีอุสที่สร้างด้วยไม้ ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูง 9 เมตร ออกแบบก่อสร้างในศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. โดยฝีมือประติมากรเอกของกรุงเอเธนส์ นาม ฟิดิแอส เทวรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารเมืองโอลิมเปียของกรีก และถูกไฟไหม้วอดวายใน ค.ศ.475 จนไร้ร่องรอยใดๆทำความลำบากให้แก่คณะโบราณคดีผู้ตามรอย จึงต้องศึกษาจากเอกสารโบราณของกรีก และทำการขุดค้นที่เมืองโอลิมเปีย จนพบส่วนของฐานที่ตั้งเทวรูปซึ่งมีรอยบาทขององค์ซีอุสปรากฏอยู่ ทำให้สามารถคำนวณหาความสูงของเทวรูปได้อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน



ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้

แหล่งอ้างอิง http://www.baanmaha.com/community/thread23797.html.